หนึ่งวัน แห่งความซวย
posted on 06 Oct 2007 07:30 by rikrie in Talkก็ตามหัวข้อนั่นแหละ ไม่มีอะไรมาก แค่จะมาเล่าให้ฟังว่าเมื่อวานไปโดนอะไรมาบ้าง (แต่ก็ไม่ถึงขนาดสาหัสสากัน แค่บาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ)
เริ่มจากเช้าของวันที่ 5 ตุลาคม ตื่นนอนตามปกติ 6 โมงเช้า พร้อมอาการคันตาที่ข้างซ้าย (ตาอักเสบ ไม่ใช่โรคตาแดงนะ แต่มันแดงทั้งวันเลย แถมต้องใส่คอนแทคเล็นอีก) แต่งตัวเสร็จก็ออกจากบ้าน ราวๆ 8 โมง ที่ทำงานอยุ่ห่างจากบ้านไม่เกิน 5 กม. นะคะ ใกล้ม๊ะ (แต่ไม่บอกหรอกว่าทำงานอะไร หึหึ)
ตอนออกจากบ้านฝนมันหยุดไปแล้วฟ้าใสมาก แต่พอออกไปถึงปากซอย นั่งมอไซด์คะ
(ความซวยเริ่มปรากฏเมื่อดูกระเป๋าตังค์ไม่มีแบงค์ย่อย มีแต่แบงค์ร้อยเลยต้องนั่งมอไซด์เท่านั้น เพราะถ้าขึ้นรถสองแถวๆ บ้านมันด่าแน่ๆ)
นั่งมอไซด์ไปทะลุถนนเส้นบางนา-ตราด ฝนมันก็เริ่มตก (เปี่ยกสิคะ อยู่บนมอไซด์ด้วย ฮือๆๆ TT^TT)
แล้วแถวป้ายรถเมล์ไม่มีร้านขายร่มด้วยกะว่าเดียวข้ามสะพานลอยจะมีร้านแผงลอยตั้ง (เคยเห็นเขาขายร่มอยู่) แต่พอวิ่ง (วิ่งนะ) ไปบนสะพานร่มเขาไม่มี อ๊ากกกก (ดังนั้นต้องจำใจเปี่ยกกันต่อไป)
ไปรอรถที่อีกฟากอันนี้โชคดีขึ้นมาหน่อย รถมาทันที (ขอโทษอีกตอนขึ้นรถแล้ว ฝนแม่งหยุด สวรรค์โคตรลำเอียง แต่เดียวมันลำเอียงกว่านี้อีก) โดยการไปตกกระหนำเอาตอนลงจากรถ แล้วก็โทษที่นะไอ้คนที่มันป้ายเดียวกันดันมันถือร่มมาอยู่แล้วก็เดินก้างนำหน้าเรา แล้วพี่แกเดินโคตะระเอื่อยเฉื่อยเลย ทางเดินมันก็เดินได้แค่ที่ละคน เลยตัดสินใจวิ่งแซงหน้ามันบนถนนที่ให้มอไซด์วิ่งนั่นแหละ ที่ทำงานต้องเดินมุดใต้สะพานถนนตรงบริเวณข้ามคลองนะคะ ไม่สนใจเลยว่าจะสวยไหม ตูวิ่งนำอย่างเดียวขนาดวิ่งนำยังเปี่ยกมะลอกมะแล่กเป็นหมาตกน้ำ ขาก็เดินจ้ำๆ ถึงทางออกสมองก็คิด อยากโชคดีเจอคนที่ทำงานจัง แต่ไม่มีใครอ่ะ TT-TT เปี่ยกออกไปอีก
แต่ที่หน้าตกใจคือเมื่อเดินออกมา ไอ้ฝนมันดันตกปอยๆ (ดูแม่งสิ อีฟากที่รถจากรถมันเสือกทะลึ่งบ้องตกซะหนัก) อันนี้ก็เดินจ้ำรวดก้าวเร็วๆ เข้าสำหนักงานเปี่ยกไปเลย แล้วก็ต้องไปนั่งตากแอร์ (ดีนะที่แอร์ไม่เปิดเย็นมาก หัวนี้เย็นเลย) นั่งตากนั่งทำงานไปได้สักสองสามชั่วโมง ก็เริ่มทักเปียให้ตัวเองคิดว่าไม่มีอะไรแล้วแท้ๆ ตอนเที่ยงกว่าๆ สายเน็ตมันหลุดเลยตัดสินใจลุกไปเข้าห้องน้ำ รองเท้าเจ้ากรรม (ของป้าแม่บ้าน ยืมมาใส่ของตัวเองเปี่ยกเลยเอาไปผึ่งไว้ อัดกระดาษเช็ดชู่ด้วย) มันเกี่ยวกับสายโทรศัพท์ที่ใช้เดินภายใน (สายมันไม่มีกล่องใส่แล้วเพราะเดินแตะกันไปมาจนกล่องรางมันแตก คนเดินสะดุดหลายคนแหละ เราก็เคยเตือนคนอื่นนะ)
และเพราะด้วยปลายรองเท้ามันเกี่ยวไม่ใช่ขาเรา (รองเท้าป้าพอดีขามากแบบว่ามันกระชับไม่มีหลุดเลย TT-TT) พอเราชักเท้าก้าวสายโทรศัพท์มันสั้นก็ตรึงสิคะ ดึงเราให้หน้าทิ่มเลยตรงนั้นหัวโต๊ะพี่คนหนึ่งที่งานพอดี ปลายหัวคิ้วข้างซ้ายฟาดไปแบบเฉียดๆ (นี้หวิดนะ หวิดแตก) นี้ยังถือว่าโชคดีนะ เพราะไม่โดนเอากับมุมกระจกที่วางรองบนโต๊ะพี่เขานะ หัวเข่าด้านขวากับฝามือขวากระแทกกับพื้นชนิดที่เรียกว่าโดนไปเต็มๆ ส่วนที่เหลือสมองไม่รับรู้คะว่าโดนไม่โดน เพราะสามที่นั้นรับรู้ความเจ็บก่อนเพื่อนเลย สมองเรานิ่งไปเลยดีกว่า ทุกคนหันหน้ามาหมด (ริคกึ่งนั่งกึ่งนอน TT-TT รุกขึ้นมา งงคะ วินาทีแรก งงมากว่าล้มได้ไง) เพราะไม่รู้สึกเลย รู้ว่าโดนอะไรสักอย่างดึงที่ขาให้หวดตัวลงกับพื้น หันกลับไปมองที่ขา (TT^TT ไอ้สายเฮงซวย ที่ตอนกูเตือนคนอื่นไม่มีล้มแต่ตัวเองดันล้มเอง บ้าที่สุด!!)
วินาที่ต่อมา พอหูได้ยินเสียเจ้านาย (คนรอง) ทักว่าเป็นไรมากเปล่า สมองเริ่มทำงาน ทำตาแบ๋วๆ แก้เขิน บอกว่าไม่เป็นไรคะ แต่หัวเข่ากับหน้าแข้งข้างขวาแดงเรื่อๆ แล้วก็รู้สึกเจ็บที่หางคิ้วซ้าย ทำเป็นเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่ส่องกระจกดูคิ้วเลยคิดว่าไม่เท่าไหร่ ดูหัวเข่าก่อนอ๊ากกกกก !! แดง!!
เดินกลับมาพี่ๆ ถามเป็นไรมากเปล่า ก็บอกไม่มากคะ มานั่งทายาม่องที่หัวเข่าเสร็จ ก็กันไว้ดีกว่าเลยควักยาม่องกะป้ายที่ปลายคิ้ว !!!!!!!!! แม่งปูด TT^TT แล้วก็แดงด้วย นั่งอยู่หน้าเครื่องคอมไปได้อีกสักระยะหนึ่ง เริ่มปวดหัวแล้วก็รู้สึกครั้นเนื้อครั้นตัว เหมือนจะมีไข้ อาจเพราะเปี่ยกฝนเมื่อเช้าแล้วมาตากแอร์
เจอกระแทกไปร่างกายมันเลยเกิดอาการงอแง
แต่ที่แปลกคือ เข่าด้านขวาที่โดนไปเต็มๆ (ยังไม่หายเจ็บ) แต่มันไม่ปวด ไม่มีอาการปวดใดๆ เอาเป็นว่าด้านขวาไม่เป็นอะไรเลยนอกจากที่ฝามือมียังมีอาการแดงและปูดนิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ มองไม่เห็นต้องเอามือลูปเอา) แต่ไอ้ซีกซ้ายทั้งหมดดันปวดหมดเลยคะ ทั้งๆ ที่ตอนล้มไม่ได้รู้สึกเจ็บ ไม่ได้รู้สึกเลยว่ากระแทกโดนอะไร ยิ่งตอนนี้ หัวไหล่ด้านขวาปวดสุดๆๆ ขากลับบ้านขึ้นรถเมล์ปกติ (ขอโทษนะ ก่อนจะลงป้ายรถเมล์ถนนใหญ่แถวบ้านรถเมล์มันดันเล่นเครื่องวิ่งเลนใน ???? จะไม่จอให้ลงใช่ไหม? ไม่เอานะ เลยลุกไปกดกริ๊ง มัน 200 เมตรก่อนถึงป้ายแม่งซะเลย แต่พี่แกก็หักรถจอดได้เจ๋งจริง กูยิ่งไม่มีแรงจับราวอยู่นะ TT-TT)
พอลงจากรถเสร็จ ต่อมอไซด์มันเลยกลับบ้านคะ TT-TT เข้าบ้านทานยา (ไม่แด๊กแม่งแล้วข้าวนะ นอนเลย) เพราะอาการไข้ถามหา ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น หึหึ (แล้วก็ขอโทษยาที่ทาน มันหมดที่รอบเย็นนี้พอดิบพอดี (แล้ววันนี้ฉันจะเอายาที่ไหน???) แต่ก็ช่างเถอะ วันนี้งานหยุด ตูพักได้ ยังดีหน่อย ขึ้นวันนี้ไปทำงานอีกสิ มีหวังตาย ไหล่ซ้ายเล่นยกอะไรหนักหน่อยไม่ได้เลยแค่ยกแฟ้มหนาก็ตายแล้ว
แต่ยังดีที่ชินกับอาการปวดกล้ามเนื้อแบบนี้เหมือนออกกำลังกายช่วงแรกๆ นั่นแหละ เคยใช่ม๊ะแบบว่าปวดกันสุดๆ ไปเลย (แต่กรณีนี้ออกจะช้ำนะคะ)
ไหนๆ ก็เล่าเรื่องความบ้าๆ บอ ๆ ไปแล้ว ขอต่ออีกสักนิดเหอะ ว่าเคยรถคว่ำ (มอไซด์นี้แหละแม่งพาคว่ำ) คือสมัยเรียนอยู่ แม่งคว่ำเอาหน้าบ้านเลย
ผู้ใหญ่บ้านใจดีมากกลัวชาวบ้านจะเดือดร้อนเรื่องรถวิ่งไปมาในซอย (ซอยตันมันจะซิ่งอะไรนักหนา?) เลยทำลูกระนาดคะ ชนิดที่เรียกว่าสีเดียวกับถนนเลยไม่มีทาสี รถวิ่งกลางคืนก็มองไม่เห็นสิคะ ปกติตอนนั้นกลับจะมึดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เราจะบอกเขานะว่า "พี่ๆ ระวังลูกระนาด" แต่วันนั้นเตือนไม่ทัน ล้มคะ ถไลลงกับพื้นไปข้างถนน ลงทรายไปเลย ดีนะไอ้ที่มันครูดกับถนนเป็นหนังสือ Access เป็นรูไปเลยดีกว่า ? ตอนนั้นถึงจะดึกแล้วก็จริงแต่ก็ยังมีพวกนั่งอยู่แถวนั้น
เราลุกขึ้นพี่มอไซด์เดินมาถามน้องเป็นไรเปล่าครับ เราก็บอกว่าไม่เป็นไรคะ แค่รู้สึกชาๆ ที่นิ้ว !!!!!!!!!!!!! นิ้ว กูต้องทำ project ส่งพรุ่งนี้นะ ขึ้นนิ้วกูเดี๊ยงเพื่อนเอากูตาย มันไปออก อีดด์ กันหมด (ช่วงออกจากการถือศลีอดนะคะ) สมองคิดได้แค่นั้นและรีบควักตังค์จ่ายให้พี่เขาเลย แต่พี่เขาไม่เอา บอกว่าไม่เป็นไร
เราเลยไม่สนเดินๆ แบบมึนๆ เคาะประตูบ้านแม่มาเปิด (อันนี้เศร้าคะ บ่มีใครรู้เลยว่าลูกรถคว้ำหน้าบ้าน แม่บอกว่าได้ยินเสียแต่ไม่รู้ว่าเป็น"มึง" น่านแม่เรา) แล้วที่ทำเรานิ่งคือ อีตอนเดินไปที่ประตูบ้านคนแถวนั้น มันจิตใจดีมากเลยคะ นั่งอยู่ได้ตั้งนาน เหมือนจะมีที่ท่ามาช่วยแต่พอตูเดินได้ "มันพูดว่า ไม่เป็นวะ?"
เป็นห่วงกูจริงนะ!! แต่ก็คิดว่าเขาเห็นตลอดแต่คงไม่กล้ามาช่วย
เขาบ้านไปได้สักพักบอกแม่กับพ่อว่ารถคว่ำ พ่อหันมา แม่หันมา น้องหันมา แล้วพูดว่า "ดูไม่ออก TT-TT" พ่อนี้หน้าชื่นใจหน่อย "ตรงไหน เป็นไรรึเปล่า" ถามแค่นั้นคะ แล้วพี่ก็หันไปดูหนังต่อ TT-TT สามคนหันไปดูหนังกันหมด แง๊ๆๆๆ ตูเลยเดินลงมาด้านล่างต้มน้ำอุ่น ล้างแผล (ปกติไม่ได้แผลแบบนี้นานแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือล้างแผลจำเป็นเลยทิ้งไปหมดไม่ค่อยได้ซื้อเก็บไว้) ต้มน้ำอุ่นเช็ดแผลเอาขี้ดินขี้ทรายออกได้สักพักต้องลงไปนอนกับพื้นปูทันที่เพราะ
รอบข้างมองไม่เห็นอะไรเลย มึนคะตะโกนเรียกใครก็ไม่ได้ต้องค่อยๆ นั่งลงแล้วนอนนิ่งๆ หายใจเข้าออกช้าๆ สักพักภาพรอบข้างก็กลับมาแต่เรายังนอนนิ่งอยู่ กระพริบตาอีกสองสามที่จากนั้นกะว่าจะไปโต้รุ่งกับ project สักหน่อยแต่สุดท้ายไม่ไหวแล้วโว้ย กินยานอน
สรุปนะ โปรเจ็ททำคืนต่อมา เสร็จเอาตอนตี 4 เหลือเวลาอีกชั่วโมงให้นอน (แต่ไม่นอนมันหรอกหมั่นไส้ เหลือตั้งชั่วโมงก่อนเช้า ฮือๆๆๆ)
สุดท้ายก็เตือนเพื่อนๆ นะคะ ว่า "อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ก็ระวังๆ ตัวด้วยนะคะ"
อ่ะแล้วจะบอกว่า ขนาดปวดแขนกับมาบ้านตูยังมานั่งวาดอากอนได้ภาพหนึ่ง (มันยังมีอารมณ์เนอะ? แต่ฟิคไม่กระเตื้องจริงๆ)


ตาอักเสบไม่น่าใส่คอนแทกซ้ำนะ...
แต่ซวยจริง = =" หายเร็ว ๆ นะคะ
#1 By ++Wadoiji++ on 2007-10-06 07:53